AddThis Social Bookmark Button

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday74
mod_vvisit_counterAll days429002




แลกลิงค์เพื่อนบ้าน

สนใจเป็นเพื่อนบ้านกับ NPSHOP ติดต่อได้ค่ะ

แลกลิงค์ Banner 120x120

ผิวขาว

Copy Code แลกลิงค์ไปติดที่เว็บของคุณ


แลกลิงค์ Banner 88x31

ผิวขาว

Copy Code แลกลิงค์ไปติดที่เว็บของคุณ


เพื่อนบ้านของเรา



PageRank Checking Icon

ข้อดีของ ปุ๋ยมูลค้างคาว

Meetung-Grain


















ในอดีตนั้นมูลค้างคาวเป็นวัตถุดิบในการทำดินประสิว จึงเป็นยุทธปัจจัยที่ใน
สมัยอยุธยาเป็นสินค้าควบคุม และเป็นของต้องห้ามสำหรับราษฎรสามัญชน
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ศาสตร์แห่งการทำดินปืนจากมูลค้างคาวได้สูญสลายไป
ตามกาลเวลา เมื่อเกิดการกลืนกินของวิทยาศาสตร์จากตะวันตก มูลค้างคาวนั้น
ประกอบไปด้วย ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ในปริมาณที่สูงกว่า
มูลของสัตว์ชนิดอื่น จึงเป็นที่นิยมนำมาเป็นส่วนผสมในดินและผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์
เพื่อใช้ในภาคเกษตรกรรม

การหมักหมมของสิ่งปฏิกูลที่ค้างคาวถ่ายออกมา ทั้งอุจจาระและปัสสาวะจะส่งผล
ต่อสภาวะอากาศภายในถ้ำ โดยเฉพาะถ้ำที่มีทางเข้าออกเพียงทางเดียว ที่ไม่มี
การหมุนเวียนของอากาศ ทำให้เกิดก๊าซแอมโมเนียในปริมาณสูงมาก มีรายงานว่า
ถ้ำ Bracken ในมลรัฐ Texas มีปริมาณก๊าซอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์
นอกจากนี้การสะสมของมูลค้างคาวในถ้ำ ถ้ามีปริมาณมากเกินไปจะเป็นการลด
ปริมาตรของถ้ำอีกด้วย

ดังนั้นเพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงการเกิดก๊าซพิษมากเกินไป และเพื่อเป็นการควบคุม
ปริมาตรของถ้ำ จึงควรมีการจัดเก็บมูลค้างคาวออกบ้างบางส่วน ซึ่งนอกจากจะเป็น
การจัดการถ้ำให้เหมาะสม พร้อมที่จะเป็นแหล่งอาศัยของค้างคาวและสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ
ในถ้ำแล้ว ยังเป็นการนำประโยชน์ที่เกิดจากสัตว์ป่ามาใช้โดยตรง ในรูปของมูลค้างคาว
ที่สามารถนำมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี ในแต่ละปีมีมูลค่าการนำเข้า
หลายร้อยล้านบาท แต่การนำมูลค้างคาวออกจากถ้ำนั้น จำเป็นต้องดำเนินการจัดการ
ให้เหมาะสมตามหลักวิชาการ เพื่อป้องกันการรบกวนค้างคาวและสังคมของสิ่งมีชีวิต
ภายในถ้ำ ควรกำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ รวมถึงบุคคลที่ควรได้รับสัมปทาน เพื่อกระตุ้น
ให้เกิดความรักและหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่

คุณสมบัติของปุ๋ยมูลค้างคาว


มูลค้างคาว ที่ได้จากค้างคาวพันธุ์กินแมลงจะมีสารอาหารมากกว่าค้างคาวกินผลไม้ที่พบ
โดยทั่วไป เป็นมูลสัตว์ที่มีคุณค่า
ค่อนข้างหายาก โดยธรรมชาติของมูลค้างคาวจะมีธาตุ
ฟอสฟอรัสสูงกว่ามูลสัตว์ชนิดอื่น สามารถนำไปใช้แทนฟอสฟอรัสสังเคราะห์
หรือสารเคมี
ได้ทันที ค่าวิเคราะห์ธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์กับต้นไม้ เมื่อนำมาผลิตเป็น ปุ๋ยอินทรีย์
มักมีความแปรปรวนสูง
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับท้องถิ่น,ฤดูกาล และ สภาพอากาศ

อย่างไรก็ตาม ค่าวิเคราะห์หาธาตุอาหารในมูลค้างคาวที่มีความชื้น 9 เปอร์เซ็นต์ พบว่า
มีธาตุไนโตรเจน 3.1% ฟอสฟอรัส 12.2%
และโพแทสเซียม 0.6% เมื่อเปรียบเทียบ
ค่าวิเคราะห์ธาตุอาหารของมูลสัตว์หลายชนิดพบว่า มูลค้างคาวให้ธาตุฟอสฟอรัสสูง

จึงมีบทบาทในการเร่งพัฒนารากพืชและเร่งให้ติดดอกผลเร็วขึ้น ส่วนธาตุไนโตรเจนที่ช่วย
บำรุงต้นและใบนั้นอยู่ในระดับต่ำ
สำหรับโพแทสเซียมมีปริมาณน้อยมาก ไม่สามารถช่วย
เพิ่มความหวานและสีของผลไม้


หากย้อนหลังไปเมื่อ 30-40 ปีก่อน ป่าไม้ยังมีมาก ดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง การใส่
ปุ๋ยมูลค้างคาวให้กับต้นไม้ โดยเฉพาะไม้ผล
เพียงอย่างเดียวก็เพียงพอ ในทางกลับกัน
ปัจจุบันดินของบ้านเราซึ่งอยู่ในเขตร้อนชื้น ฝนตกชุกป่าไม้ถูกทำลายไปมาก หน้าดิน

ถูกชะล้างอย่างรุนแรง ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ หากต้องการเพิ่มผลผลิตพืชใน
ระยะสั้น ปุ๋ยเคมียังมีความจำเป็นต้องใช้
ควบคู่กับปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยหมักหรือ
ปุ๋ยคอกก็ตาม จึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดี


ถ้าถามว่าจะใช้ปุ๋ยมูลค้างคาวอัตรากี่กิโลกรัมต่อต้น ในอดีตเกษตรกรนิยมใช้ อัตรา 1
ใน 4 ของปี๊บ ต่อไม้ผลที่ให้ผลผลิตแล้ว 1 ต้น
ปัจจุบันหากต้องการให้ได้ผลดี ต้องนำ
มูลค้างคาวและดินที่ปลูกต้นไม้มาวิเคราะห์หาธาตุอาหารก่อน หลังจากได้ค่าวิเคราะห์แล้ว

นักวิชาการ กลุ่มปฐพีวิทยา กรมวิชาการเกษตร หรือกรมพัฒนาที่ดินจะสามารถให้คำตอบ
ได้อย่างชัดเจนและถูกต้องแม่นยำ



การใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็นในพืช


จากการศึกษาค้นคว้าและทดลองเรื่องพืชพันธุ์ต่างๆ ตามแนววิทยาศาสตร์เกษตรอินทรีย์
แนวใหม่ นอกจากพืชจะต้องการ
แร่ธาตุอาหารหลักคือ ไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส, โปรตัสเซียม
แล้ว พืชยังต้องการวิตามิน, กรดอะมิโน และเกลือแร่ต่างๆ อีกมากมาย
ในปริมาณและสัดส่วน
ที่ต่างกันออกไปตามพืชแต่ละชนิด


ผลวิจัยได้พบว่าพืชเกือบทุกชนิดต้องการไนโตรเจน เฉลี่ยเพียง 1.5% ฟอสฟอรัส 0.5%
โพแทสเซียม 1% เท่านั้น ฉะนั้นการที่เรา
ให้ธาตุอาหารตามสูตรที่มีอยู่เดิมไม่ว่าจะเป็น
15-15-15 , 16-16-16 , 46-0-0 ฯลฯ จึงถือเป็นการให้ปุ๋ยเกินความจำเป็น ทำให้มี
ธาตุอาหาร
ตกค้างในดินเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดการตรึงธาตุอาหารในดิน ผมคิดว่าในลักษณะ
ดังกล่าวพืชไม่สามารถนำธาตุอาหารที่ตกค้าง นำไปใช้ประโยชน์ได้ นอกจากนี้ยังมีผลทาง
กายภาพของดิน เช่น ดินแข็งเป็นก้อน,ดินเสีย,
ดินเปรี้ยว ซึ่งมีผลเสียต่อดินในระยะยาว ดังนี้
- การมีฟอสฟอรัสในดินสูงทำให้พืชขาด Zn, Fe, Cu
- การมีโพแทสเซียมในดินสูงทำให้พืชขาด Mg, Ca, B
- การมีกำมะถันในดินสูงทำให้พืชขาด Mn, Mo, S
- การมีเหล็กในดินสูงทำให้พืชขาด Ca, Mo, Fe
- การใช้ปูนขาวหรือโดโลไมท์(ฟิลเลอร์)มากเกินไปทำให้พืชขาดธาตุ Zn, Mn, Fe, B, Mo


จุดกำเนิดปุ๋ยมูลค้างคาวชนิดใหม่


ด้วยเหตุนี้ ทำให้เรามุ่งมั่นคิดค้นกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์มูลค้างคาวที่ใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี
ได้ทันที
ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาการใช้ปุ๋ยเคมีข้างต้น ภายใต้แนวความคิดที่ว่า "ส่งความเป็น
ธรรมชาติกลับคืนสู่
ธรรมชาติ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เกษตรกรพึงพอใจ และ ส่งต่อความ
ปลอดภัยสู่ผู้บริโภค"
โดยผลิต
อย่างไรให้ เคมีธรรมชาติ กับ เคมีวิทยาศาสตร์ "ทำงานร่วมกัน"
สามารถย่อยสลายได้หมดสิ้น
ไม่ก่อให้เกิดผลเสียใด ๆ ในดินที่เป็นทรัพย์สินอันล้ำค่าของ
เกษตรกร และผลลัพธ์ที่ได้ต้องไม่แพ้
ปุ๋ยเคมี ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ของเรา ทำให้เรามุ่งมั่น
คิดค้นปุ๋ยอินทรีย์ที่สกัดจากวัตถุดิบที่ดีที่สุด
ในโลกอย่างมูลค้างคาว มาตลอด 2 ทศวรรษ
เพื่อตอบโจทย์เกษตรกรในภาค "เกษตรอินทรีย์"


หลักการง่าย ๆ คือ ต้องทำให้สภาพดินที่เสื่อมโทรมกลับไปสู่ยุคของคำว่า "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว"
เมื่อครั้งเก่าก่อนเรายังไม่รู้จัก
ปุ๋ยเคมี แต่ทำไมเราถึงมีพืชพันธุ์ให้บริโภคมากว่าหลายร้อยปีล่ะ?
แสดงให้เห็นว่าพวกเรารู้จักใช้ "เคมีธรรมชาติ" ซึ่งอยู่ในรูปแบบของ
ซากพืชหรือมูลสัตว์ต่าง ๆ
แต่ด้วยผลลัพธ์ที่ค่อนข้างช้าและไม่ชัดเจน เราจึงเริ่มผสม วัตถุดิบที่ให้ "เคมีธรรมชาติ" กับ
"เคมีวิทยาศาสตร์(ปุ๋ยเคมี)" เข้าไปในปริมาณเพียงน้อยนิด ในกระบวนการกรรมวิธีการผลิต
ก่อให้เกิดการทำงานร่วมกันตามแนววิถีเกษตรกรรมสมัยใหม่(ปุ๋ยอินทรีย์ต้องใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี)

ถึงจุดนี้หลาย ๆ ท่านอาจเกิดข้อสงสัยคำว่า "เคมีธรรมชาติ" เช่น ของแบบนั้นมันมีจริง ๆ เหรอ?
ใช้แล้วจะได้ผลเหรอ?
จากการทดสอบนานนับปี ผมกล้าตอบได้เลยครับว่า "มีอยู่จริง และ จับต้องได้"
ซึ่งเกิดจากการลองผิดลองถูกของผู้ใหญ่ 2 ท่าน(ซึ่ง 1 ในนั้นเสียชีวิตไปแล้ว)
ในการคิดค้นหา
คัดสรรวัตถุดิบอินทรีย์สารต่าง ๆ ที่ใช้แทน NPK ได้ลงตัว มากว่า 2 ทศวรรษ ด้วยวัตถุดิบที่เกิด
จากธรรมชาติกว่า 95% ดังนั้นการตรวจวิเคราะห์ใด ๆ ใน Lab ก็ตาม จะพบเพียง 46-0-0,
21-0-0,18-46-0,0-0-60 ในแม่ปุ๋ยเคมีที่ผสมลงไปเท่านั้น เราใส่ในปริมาณที่สามารถย่อย
สลายได้หมดสิ้น(เมื่อนำไปใช้งาน) ส่วนที่มองไม่เห็น
จะเป็น "เคมีแฝง"(เคมีธรรมชาติ) นั้น
ซ่อนอยู่ในวัตถุดิบต่าง ๆ ที่สกัดรวมกัน ถือเป็นการให้กำเนิดปุ๋ยมูลค้างคาวชนิดใหม่ทันที และ
ตอนนี้ยังไม่มีใครเลียนแบบเราได้


สังเกตได้ว่ามีแบรนด์ปุ๋ยเคมีชื่อดังหลาย ๆ แบรนด์พยายามเพิ่มธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์เพื่อความครบวงจร
แต่ท้ายสุดแล้วก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่
เห็นได้ชัดว่า การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องง่าย
ยิ่งการผลิตให้ได้ผลเท่าปุ๋ยเคมีนั้นยากยิ่งกว่าการ "เข็นครกขึ้นดวงจันทร์" ซะอีกหรืออีกนัยนึง
ปุ๋ยอินทรีย์จะผลิตง่ายขึ้นทันทีครับ ถ้าใช้ ดินหรือฟิลเลอร์ ปั่นผสมเข้าไปด้วยครับ ถ้าทำแบบนั้น
ก็อยู่ได้ไม่นานหรอกครับ เพราะคุณภาพมันไม่ได้เรื่อง ผลลัพธ์ดีไม่ดีนั้น พิสูจน์ได้แค่ตาเห็น
เพียงแค่เกษตรกรลองใส่
ดูก็รู้ครับ อย่างไรก็ตาม..

ประโยชน์ของปุ๋ยมูลค้างคาว

ถ้าใส่ในผลไม้ช่วยให้ผลไม้มีผิวสวย มีรสชาติหวาน ได้น้ำหนัก พืชมีความแข็งแรงต้านทานโรคได้ดี
นอกจากนี้ยังมี "Fullvicacid" ช่วยให้พืชดูดซึมธาตุอาหารได้ดีขึ้น ปกติเรามักจะพบในฟางข้าวที่
เน่าเปื่อยผุพัง แต่กลับมีในขี้ค้างคาวมากถึง 10%


กล่าวโดยสรุป ปุ๋ยมูลค้างคาวมีข้อดีหลายประการที่พอจะกล่าวเป็นข้อๆได้ดังนี้

1.ปุ๋ยมูลค้างคาว มีธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม ที่เพียงพอ,เข้มข้นและครบถ้วน
มากกว่าปุ๋ยมูลสัตว์ชนิดอื่น

2.ช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย ปรับการระบายน้ำและอากาศในดินและปรับสภาพความเป็นกรด – ด่าง
ให้เหมาะสมแก่การ
เจริญเติบโตของพืช นอกจากนี้ยังมีกรดฮิวมิค,แร่เพอไลต์ ที่ช่วยในการจับปุ๋ย
ปลดปล่อยธาตุอาหารอย่างสมบูรณ์
และช่วยให้การขยายรากได้เร็ว ลำต้นแข็งแรงไม่โค้นล้มง่าย
3.เสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานระบบภายในของพืช ระบบการทำงานของราก การลำเลียงอาหาร
การสังเคราะห์แสง
และกระบวนการต่างๆ ทางเคมีของพืช
4.ช่วยโอบอุ้มและพยุงธาตุสารอาหารต่างๆ เอาไว้ เพื่อให้พืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างช้าๆ ต่อเนื่อง
ยาวนานก่อนถูก
น้ำชะล้างละลายลึกลงดิน
5.การใช้มูลค้างอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เชื้อแบคทีเรียทำงานได้ดีขึ้น เป็นประโยชน์แก่พืชทางอ้อม
ทำให้เกิดการ
สลายตัวของอินทรีย์สาร เปลี่ยนไปเป็นธาตุอาหารของพืชได้ง่ายขึ้น
6.ในมูลค้างคาวอุดมไปด้วยธาตุอาหารเสริม เช่น แมกนีเซียม กำมะถัน แมงกานีส สังกะสี ทองแดง
โบรอน และโมลินเดนมี
ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของพืชโดยทั่วไป
7.การใช้ปุ๋ยมูลค้างอย่างสม่ำเสมอติดต่อกัน จะทำให้ผลตกค้างของปุ๋ยเคมีที่เหลือสะสมอยู่ในดิน ค่อย ๆ
สลายตัวเป็นอาหาร
พืชภายหลังต่อไปทีละน้อยอีกด้วย
8.มูลค้างคาวให้ธาตุอาหารฟอสฟอรัสมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้เป็นเพราะเกิดจากค้างคาวสายพันธุ์กินแมลง
9.เสริมสร้างผนังเซลล์ของพืช ทำให้พืชแข็งแรง ขั้วเหนียวบำรุงต้นให้เจริญเติบโต(ออกดอก,ออกผลมาก)
และช่วยป้องกัน
โรครากเน่า โคนเน่า ที่เกิดจากเชื้อราและแบคทีเรีย
10.ช่วยปรับปรุงและส่งเสริมผลผลิตทั้งปริมาณ ขนาด คุณภาพ น้ำหนัก รสชาติและสีสันได้เป็นอย่างดี

ส่วนประกอบของปุ๋ยมูลค้างคาว

ธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส, โพแทสเซียม
ธาตุอาหารรอง แคลเซียม, แมกนีเซียม, กำมะถัน, โบรอน
ธาตุอาหารเสริม ทองแดง, เหล็ก, แมงกานีส, โมลิบดินั่ม, สังกะสี
องค์ประกอบ ฮิวมิดฟอร์ม, อินทรียวัตถุ, ตัวย่อยสลาย

รับผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ,โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ , โรงงานผลิตปุ๋ย , โรงงานปุ๋ย , ปุ๋ยมูลค้างคาว , ขายปุ๋ยอินทรีย์ , ปุ๋ยอินทรีย์ราคาถูก , ปุ๋ยขี้ค้างคาว , โรงงานผลิตปุ๋ยเคมี